EFT.CO.TH

 
  • Increase font size
  • Decrease font size
  • Default font size
ห น้ า แ ร ก
คำ พ ย า น ชี วิ ต 1


ชีวิตที่เลือกไม่ได้

ส ม ช า ย  พ ร ม ไ ท ย ส ง ค์

        เย็นวันที่ 27 พฤษภาคม 2007 เป็นวันที่ผมพบกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ที่ร่างกายอีกครั้ง เพราะอุบัติเหตุลื่นล้มลงในห้องน้ำ ลักษณะขาทั้งสองข้างแยกออกจากกัน พร้อมกับมือข้างขวาติดอยู่ในกระเป๋ากางเกง ทำให้ไปเพิ่มแรงกดลงตรงตนขาขวาพอดี ผลคือ ผมไม่สามารถยันตัวเองให้ลุกขึ้นมาได้ ต้องร้องเรียกลูกชายและภรรยา มาช่วยลากตัวออกจากห้องน้ำ ซึ่งในขณะนั้นขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ ขาข้างขวาชาไปทั้งแถบต้องให้ลูกบีบเรียกความรู้สึกคืนมา มีความเจ็บปวดที่สะโพกมากที่เดียว ส่งเสียงร้อง .. โอ๊ย .. โอ๊ย ... อยู่ตลอดเวลาน้ำตา ไหลซึมออกมาด้วยความเจ็บปวด
        ภรรยาได้โทรศัพท์หาลูกชายคนโต ที่อยู่ในตัวเมืองนครสวรรค์ พร้อมทั้งโทรแจ้งกับทางโรงพยาบาลโกรกพระ ขอส่งรถกู้ชีพของโรงพยาบาลมารับ ขณะที่นอนรอความช่วยเหลืออยู่นั้นความ คิดก็หวนไปถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแบบเดียวกันนี้ เมื่อ 45 ปีก่อนทันที
- - - - - -

        ผมเกิดที่หมู่บ้านหนองกี่ ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เมื่อปี 1960 / จากครอบครัวหนึ่งที่มีอาชีพทางการแสดงลิเก พ่อจะรับจ้างแสดงลิเกตามงานต่างๆ ทั่วไป แม่ไม่เป็นลิเก แต่ชอบติดตามพ่อไปแสดงลิเกทุกที่ ส่วนผมมีสุขภาพสมบูรณ์ดีในตอนนั้น  เป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านในบริเวณนั้นอย่างดี
        ที่ผ่านมาพ่อกับแม่ทะเลาะกันเป็นประจำ  เหตุเพราะแม่ขี้หึงมาก เวลาที่พ่อแสดงลิเกมีบทพระ-นางกับหญิงอื่น ก็จะเกิดอารมณ์หึงหวงจนควบคุมไม่ได้ พอกลับถึงบ้านก็จะทะเลาะกันเป็นประจำ จนผมมีอายุย่างเข้า3 ขวบ
         ในปี1963 พ่อกับแม่ทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นตบตีกันอีก  ผมขณะนั้นยังเล็กเกินกว่าจะเข้า ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ ก็ร้องไห้จ้าอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าพ่อหรือแม่หันมาตีผมอย่างแรง ผลคือผมเดินไม่ได้ทันที ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แล้วพ่อแม่ก็ทิ้งกันไป พ่ออุ้มผมซึ่งเดินไม่ได้แล้วและอยู่ในสภาพที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสไปให้กับชาวบ้าน 
        มีครอบครัวหนึ่งที่มีลูกผู้หญิง 2 คน เกิดความเมตตาสงสาร เขาต้องลูกผู้ชาย จึงรับตัวผมไว้นำไปรักษาตามภูมิปัญญาของชาวบ้าน จนผมกลับมาเดินได้อีกครั้งแต่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่เหมือน เดิมขาข้างขวาลีบและเล็กลงเพราะรักษาไม่ถูกวิธี ผมจึงกลายเป็นคนที่ขาพิการตั้งแต่นั้นเรื่อยมา
 ปี1971 ผู้ที่ได้เลี้ยงผมไว้เสียชีวิตลง ผมจึงมาอยู่ในการดูแลของลูกสาวคนโตของท่านแทน แม้เขาจะไม่เต็มใจก็ตาม ขณะนั้นผมมีอายุ 11 ปี เข้าโรงเรียนแล้วและเริ่มเปรียบเทียบกับเด็กอื่นที่มีหลายอย่างที่ผมไม่มี ความน้อยเนื้อต่ำใจเข้ามาเกาะกุมชีวิตภายใน ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ 
        ความพิการเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่คอยหลอกหลอนชีวิตอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความขมขื่นเริ่มมีมากขึ้น เมื่อหลายคนเมินหน้าหนี ไม่มีใครอยากให้อาศัยอยู่ด้วย เพราะกลัวเป็นภาระและไม่คุ้มค่าข้าวที่ต้องเลี้ยงดูในแต่ละวันนั้น
        ผมคิดว่า “ทำไมถึงมีแต่ความทุกข์อย่างนี้” ผมเหมือนถังขยะที่มารองรับอารมณ์ของใครต่อใครมากมาย แม้แต่ผู้ให้กำเนิดยังมาระบายอารมณ์อันโหดร้ายใส่ผม จนต้องกลายเป็นคนที่ขาพิการจนถึงทุกวันนี้
        ความรู้สึกของผมดำดิ่งลงมากขึ้น ทำไม? ผมต้องมาเผชิญกับความโหดร้ายนี้ด้วย มันไม่ยุติธรรมสำหรับผมเลยจริง ๆ ความคิดมากมายพรั่งพรูเข้ามาสู่ชีวิต ผมไม่อยากอยู่ในโลกนี้อีกแล้ว เพราะหยิบยื่นแต่ความโหดร้ายให้กับผมตลอดมา
        ผมเริ่มกลายเป็นคนเงียบขรึม ไม่อยากพูดจากับใคร ความคิดในแง่บวกในชีวิตไม่มีเลย ความพิการเหมือนทูตของซาตานที่สะกิดความรู้สึกผมอยู่ตลอด ทำให้ผมมีความคิดที่จะดับชีวิตลงเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองจบลง
        ปี 1976 แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมตัดสินใจฆ่าตัวตายก็มาถึง คือวันนั้นผมได้นำควายของผู้ที่ผมอาศัยอยู่ด้วยออกไปเลี้ยงและนำกลับมาพักในตอนเทียง เขาก็ด่าว่าตำหนิติเตียนอย่างรุนแรงสิ่งที่อัดแน่นอยู่ก่อนหน้ามาถึงจุดระเบิด ผมตัดสินใจกินยาเบื่อเพื่อฆ่าตัวตาย แล้วก็หนีเข้าป่าไป
        ขณะที่อยู่ในป่านั้นยาก็ออกฤทธิ์ “จุดจบของชีวิตมาใกล้แล้ว“ ผมพูดกับตัวเองแล้วก็หมดสติไป มารู้สึกตัวอีกทีพบว่าตัวเองยังไม่ตาย นอนอยู่ในบ้านของผู้ที่ผมอาศัยอยู่ด้วยนั่นเอง มีคนไปพบผมนอนหมดสติอยู่จึงนำกลับมาที่บ้าน
        เมื่อรู้ว่าผมกินยาเบื่อเข้าไป เขาก็ให้กินไข่ดิบเพื่ออาเจียนออกมาจนพ้นขีดอันตราย แต่ร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่ เพราะฤทธิ์ยาต้องพักฟื้นหลายวันถึงจะดีสู่สภาพเดิมได้
        ขณะที่พักฟื้นอยู่ก็มีผู้ประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ มาที่หมู่บ้านมีคนนำเขามาหาผม เขาบอกผมถึงเรื่องพระเยซู เขาให้ผมเปิดใจออกรับพระเยซู เพราะพระองค์รักผมมากกว่ามนุษย์ แม้นแต่พ่อแม่ยังไม่รักผมเลย 
        เขาให้ผมอ่านข้อความตอนหนึ่งมีใจความว่า “บรรดาผู้ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา เราจะให้ท่านหายเหนื่อยและเป็นสุข“ (มธ.11.28) ผมจำข้อความนั้นได้มาจนถึงทุกวันนี้ ผมจึงเปิดใจต้อนรับพระเยซูมาไว้ในใจ ผมขอให้พระเยซูช่วยให้หลุดพ้นจากสภาพที่เป็นเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ด้วย
        จากนั้นผู้ประกาศก็แวะเวียนมาเยี่ยมตลอด ร่างกายและจิตใจดีขึ้น มีความหวัง ความคิดในแง่ลบเบาบางไป ความคิดบวกเข้ามาแทนที่บ้างแล้ว เมื่อแข็งแรงดีผมออกจากครอบครัวที่อาศัยอยู่เข้าสู่ตัวเมืองอุทัยธานี เพื่อหางานทำเผชิญชีวิตด้วยตัวเอง ซึ่งในขณะนั้นผมมีอายุ 16 ปีแล้ว แต่ด้วยความพิการทางร่างกาย ทำให้ไม่มีใครรับเข้าทำงานด้วย เพราะกลัวว่าจะไม่คุ้มกับเงินเดือน ความพิการตอกย้ำความรู้สึกให้เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา แต่ในความเลวร้ายนั้น ยังมีสิ่งที่ดีอยู่บ้าง เมื่อเจ้าของร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง รับเข้าทำงานด้วยโดยให้มีหน้าที่ล้างขวดขาวทั้งกลมและแบนให้ขาวสะอาด ได้เงินเดือนละ 60 บาท พร้อมอาหารและที่พัก ผมรู้สึกว่าชีวิตไม่มีสิทธิที่จะเลือกอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว และเพื่อความอยู่รอด ผมจึงทำงานนี้อยู่ประมาณ 2 เดือน
        วันหนึ่ง ผมได้พบกับผู้ที่พระเจ้าเตรียมไว้ เพื่อช่วยเหลือผมคือ อาจารย์ประวัฒน์ ส่องศรี ขณะนั้นท่านเป็น ศิษยาภิบาลคริสตจักรรุ่งอรุโณทัย เห็นว่าสุขภาพของผมไม่เหมาะที่จะทำงานหนักอย่างนั้น จึงให้ผมไปพักอาศัยอยู่กับท่านที่คริสตจักร ให้มีหน้าทีทำความสะอาดตัวอาคารคริสตจักรและบริเวณโดยรอบ พร้อมล้างภาชนะใส่อาหารของสมาชิก ที่นำมาทานร่วมกันในทุกวันอาทิตย์ด้วย
        ขณะอยู่ที่คริสตจักรอาจารย์ได้เอาผมติดท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปในการประชุมคริสเตียนบ้างแต่ไม่บ่อยหนัก และผมได้อ่านหนังสือทุกเล่มที่มีอยู่ในตู้ของท่าน ทำให้สิ่งที่ผมอ่านซึมซับเข้าสู่ชีวิต กลายเป็นนิมิตที่อยากจะรับใช้  ผมอธิษฐานขอให้ได้มีโอกาสไปเรียนพระคริสตธรรมด้วย
 ปี 1979 พระเจ้าตอบคำอธิษฐาน ตามที่ 1 คร.2.9 ที่ว่า “สิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์“ คณะผู้ปกครองคริสตจักรได้ตกลงกันให้ผมไปเรียนพระคัมภีร์ได้ แต่ไม่รับปากว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
        ผมได้เข้าเรียนพระคัมภีร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ ขณะนั้นมีชื่อว่า “ศูนย์ฝึกอบรมศาสนทูต” แต่ในปัจจุบันเป็นเพ็นเตคอสในประเทศไทย ชีวิตในโรงเรียนพระคัมภีร์ไม่ได้สวยหรูเหมือนที่ผมคิดเอาไว้ ตรงกันข้ามกลับมีสารพันปัญหา เพราะพื้นฐานชีวิตของแต่ละคนมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน และความแตกต่างนี้เองที่ต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน
        ผมมีปัญหากว่าคนอื่น เพราะภูมิหลังชีวิตของผมแตกต่างจากคนอื่นมาก ทั้งด้านความเชื่อ ด้านฐานะ ด้านความรู้ และสุขภาพร่างกาย เราด้อยกว่าคนอื่นเกือบทุกอย่าง ความน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มมีเหนือชีวิตมากขึ้น ทำให้ท้อแท้ใจ เบื่อหน่ายต่อชีวิต และคิดไม่อยากจะเรียนต่อไป 
        แต่ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้าและเพื่อนๆ  พร้อมทั้งคณาจารย์ที่หนุนใจ ทำให้มีกำลังใจที่จะเรียนต่อไป ชีวิตในเมืองใหญ่สอนให้ผมรู้จักชีวิตในแง่มุมต่างๆ มากขึ้น การที่เราจะให้คนอื่นเข้าใจเรานั้น เราต้องเข้าใจตัวเราเองก่อนด้วย ผมเริ่มมีความเข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้นด้วย
 มีนาคม 1983 ได้สำเร็จการศึกษาพระคัมภีร์ในหลักสูตรประกาศนียบัตร 3 ปี และกลับมารับใช้ที่ คริสตจักรรุ่งอรุโณทัย 10 เดือนในฐานะผู้ประกาศ แล้วปี 1984 ไปประกาศบุกเบิกตั้งคริสตจักรที่ อ.ทัพทัน อยู่ที่นั่นเป็นเวลา 10 ปี ปี1995 เริ่มคริสตจักรใหม่ ที่ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ จนถึงทุกวันนี้
        ขณะที่รับใช้อยู่ท่ามกลางผู้รับใช้คนอื่น ก็ได้รับการดูถูกดูหมิ่น เอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอและยังประเมินค่าชีวิตผมต่ำเหลือเกิน เพียงเพราะผมขาพิการเท่านั้น ตรงนี้เองสร้างความบอบช้ำเจ็บ ปวดอยู่ลึกๆ ในจิตใจตลอดมาถึงทุกวันนี้ ในปัจจุบันไม่มีใครหรือองค์กรใด ให้การสนับสนุนในการรับใช้ เพราะมนุษย์คิดว่าไม่คุ้มกับเงินที่ต้องเสียไป
        ด้วยใจรักและสำนึกในพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อผมนั้น ผมยังรับใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ แม้นจะไม่มีใครหรือองค์กรใดสนับสนุนก็ตาม แต่พระเจ้ายังสนับสนุนผมและครอบครัวให้ได้มีโอกาสที่จะรับใช้พระองค์ต่อไป 
        ชีวิตที่ผ่านมา โหยหาความสุขสบายฝ่ายร่างกายและจิตใจบ้าง แต่ก็แทบจะไม่รู้จักเลย ชีวิตอยู่ในสภาพที่เครียดอยู่ตลอดเวลา ต้องต่อสู้และเสาะหาให้ได้มาซึ่งความอยู่รอดของตนเองและคนในครอบครัว มีเงาทะมึนเข้าครอบงำชีวิตอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ 
        มันทำให้มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ตรมเรื่อยมา และสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2007 ที่ต้องจดจำอีกวันหนึ่ง เพราะทำให้เดินไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ คือการล้มลงในห้องน้ำ ยังผลให้ขาข้างขวาที่พิการอยู่ก่อนหน้านั้น ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงกับกระดูกสะโพกหัก เดินไม่ได้อีกครั้งจนถึงทุกวันนี้ และนี่คือชีวิตที่เลือกไม่ได้จริง ๆ


        ผมสะดุ้งลืมตาเมื่อลูกชายคนโตเรียก .. ”พ่อเป็นอย่างไรบ้าง“ พอดีกับรถของโรงพยาบาลก็มาถึงและรีบนำตัวผมไปทันที เมื่อถึงมือหมอ เขาฉีดยาแก้ปวดให้ 1 เข็ม พร้อมนำตัวเข้าห้องเอ็กซเรย์ หมอบอกว่ากระดูกไม่หักไม่แตก แต่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นฉีกขาด ให้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 3 วัน หลังจากนั้นกลับมานอนพักรักษาตัวที่บ้าน ทานยาตามที่หมอกำหนด ด้วยใจที่มีความหวังว่า อีกไม่กี่วันเดียวก็หายเดินได้เหมือนเดิม
        แต่เวลาผ่านไปจาก 2 เดือน 4 เดือน ก็ยังยืนไม่ได้ เริ่มมีความหวั่นไหวบ้างแล้ว แต่หลายคนที่มาเยี่ยมก็หนุนใจว่า “ต้องอาศัยเวลานานหน่อย เพราะกล้ามเนื้อและกระดูกขาของเราไม่แข็งแรงอยู่แล้ว จะหายช้ากว่าคนปกติหน่อย ส่วนเส้นเอ็นที่ฉีกขาดนั้น มันก็จะซ่อมสร้างขึ้นมาเอง“ ผมก็มีความเชื่ออย่างนั้นด้วยจึงไม่คิดมาก
        แต่ละวันจึงเขียนหนังสือและบทความไป ทำให้ลืมเรื่องความเจ็บปวดด้วย จนเวลาผ่านไป 6 เดือนก็ยืนไม่ได้ จึงขอให้ภรรยาและลูกชายพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลทำการเอ็กซเรย์อีกครั้งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2007 หมอคนเดิมก็ยังบอกว่ากระดูกไม่หักไม่แตก แต่เพื่อความแน่ใจ จึงทำเรื่องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ให้หมอที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกระดูกดูให้ละเอียดอีกครั้ง
        ภรรยาและลูกพาผมไปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 07 ดูผลจากฟิล์มเอ็กซเรย์ปรากฏว่ากระดูกสะโพกของผมหักและมีลอยแตกออกด้วย ต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกสะโพกเทียม และไม่รับ รองว่าจะเดินได้หรือไม่ ด้วยเหตุ 3 ประการนี้ 
        1. กระดูกข้างขวาที่มีปัญหานั้น แข็งแรงไม่พอ เนื่องจากวัยเด็กที่ถูกผู้ให้กำเนิดตี จนเดินไม่ได้นั้น รับการรักษาไม่ถูกต้อง ทำให้กล้าเนื้อตั้งแต่สะโพกลงมาลีบเล็กลง และเสียไปในบางส่วน ทำให้เนื้อเยื่อและเส้นเอ็นที่หุ้มกระดูกเสียหายไปมากด้วย เมื่อเกิดลื่นและล้มลงอีกจึงทำให้กระดูกหัก
ได้ง่าย ๆ เพราะไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ประกอบกับเส้นเอ็นที่ยึดอยู่มีน้อยมาก
        2. อายุมากแล้ว การเจริญขึ้นของกล้ามเนื้อและกระดูกเกือบจะไม่มีแล้ว การผ่าตัดจะไม่ช่วยแก้ปัญหาจริง ๆ เพราะร่างกายไม่เหมือนคนปกติทั่วไป ขนาดคนที่มีร่างกายแข็งแรงดี มาผ่าตัดเปลี่ยนบางส่วนในร่างกาย ยังเดินไม่ได้เลย และกลับแย่ยิ่งกว่าเก่าอีกก็มี
        3. เนื้อที่สะโพกมีไม่พอ ถ้าผ่าตัดจะหายช้า เสี่ยงต่อการมีโรคอื่นแทรกซ้อน และไม่รับรองว่าจะกลับมาเดินได้หรือเปล่าด้วยเหตุข้อที่ 1 และ 2 นั้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนไข้ด้วยว่าจะผ่าหรือไม่ เมื่อได้ฟังอย่างนั้น ผมน้ำตาไหล ด้วยความรู้สึกสะท้อนใจมากกับสิ่งที่ตนเองได้รับตลอดมา ตั้งแต่เด็กถึงปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าได้รับแต่สิ่งที่เลวร้ายมาตลอด ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่หยุดหย่อนเลยสักที ถามพระเจ้าว่าที่ผ่านมา “ความทุกข์ของข้าพระองค์ยังมีไม่มากพออีกหรือ ถึงได้มาเพิ่มความทุกข์นี้ให้กับข้าพระองค์อีก”
        เมื่อพิจารณาดูองค์ประกอบต่าง ๆ ที่หมอพูดแล้ว ผมตัดสินใจว่าไม่ผ่าตัด เพื่อรักษาร่าง กายที่เหลืออยู่นี้ให้เกิดประโยชน์กับพันธกิจต่อไป ภรรยาและลูกก็ไม่ต้องการให้ผมผ่าตัดเพราะเกรงว่าเมื่อผ่าตัดไปแล้ว ผมจะอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะเป็นภาระหนักของครอบครัวโดย เฉพาะภรรยาที่ผ่านมาเธอก็รับภาระหนักอยู่แล้ว
       
ผมยอมให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จในชีวิต ถ้าพระเจ้าไม่อนุญาต สิ่งใดก็จะเกิดกับผมไม่ได้ เมื่อมันเกิดได้แสดงว่าพระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิด ผมยอมรับน้ำพระทัยนี้ แม้ว่าจะต้องกลายมาเป็นคนพิการซ้ำสองอีกในขณะนี้ก็ตาม … เพราะชีวิตที่ผ่านมาผมเลือกไม่ได้จึงเป็นอย่างนี้ ...
        - เกิดมาบนความไม่รับผิดชอบของพ่อแม่ ทุบตีร่างกายจนกลายมาเป็นคนขาพิการและยังทอดทิ้งให้เติบโตบนความห่วงหาอาทรของผู้อื่นอีกด้วย ชีวิตขาดความอบอุ่น โหยหาความรักความเมตตาจากพ่อแม่ที่แท้จริงอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้ยังฝังลึกในความรู้สึกและส่งผลออกมาทุกครั้งทางน้ำ ตาเมื่อพูดถึงหรือคิดถึงมัน
        - มีสิ่งถ่วงความก้าวหน้าของชีวิตอยู่ คือความพิการที่ซาตานใช้ผูกมัดชีวิต มันบดบังความ สามารถที่มีอยู่ เป็นเหตุทำให้มีการประเมินค่าด้วยสายตาของมนุษย์ว่า ผมไม่มีศักยภาพที่จะรับใช้พระเจ้าให้เกิดผลได้อีกต่อไปแล้ว จึงไม่มีใครให้การสนับสนุนในการรับใช้ แต่ผมก็ยังรับใช้อยู่
        - ในปัจจุบันนี้ ฐานะความเป็นอยู่ในด้านเศรษฐกิจ และความพิการที่เกิดขึ้นซ้ำสองนี้ส่งผลให้ความตึงเครียดในชีวิตเพิ่มสูงขึ้น แต่ผมจะต่อสู้กับมัน และเอาชนะความรู้สึกนึกคิดที่จมดิ่งนี้ให้ได้แล้วดำเนินชีวิตตรงไปบนเส้นทางที่พระเจ้าทรงกำหนดให้นั้น
        - พัฒนาของประทานที่มีอยู่  และใช้ของประทานนั้นให้เกิดประโยชน์  ต่อเองและคนอื่นให้มากที่สุดต่อไป ขอท่านที่จะอธิษฐานเพื่อผมด้วย ที่จะไม่ยอมแพ้ในชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และมีกำลังใจกายเพียงพอที่จะดำเนินชีวิตต่อไป บนเส้นทางแห่งการรับใช้นี้ด้วยเถิด ... อาเมน

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Advertisement

Who's Online

ขณะนี้มี 13 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

User Menu

Login Form






ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก? สมัครสมาชิก

Statistics

OS: Windows
PHP: 5.1.2
MySQL: 4.0.18-nt
เวลา : 09:40
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 294
จำนวนข่าว: 98
เว็บลิงค์:
_VISITORS: 337308

Polls

ความคิดเห็นเกี่ยวกับเวปนี้
 

EFT.CO.TH